เลี่ยน


ชื่อสมุนไพร : เลี่ยน
ชื่อเรียกอื่นๆ : เกรียน, เคี่ยน, เฮี่ยน (ภาคเหนือ), เลี่ยนใบใหญ่,  เคี่ยน,  เลี่ยน,  เกษมณี (ภาคกลาง), เลี่ยนดอกม่วง (ทั่วไป), ลำเลี่ยน (ลั้วะ), โขวหนาย (จีนแต้จิ๋ว), ขู่เลี่ยน และ ขู่เลี่ยนซู่ (จีนกลาง)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Melia azedarach Linn.
ชื่อสามัญ : Bastard Cedar, Bead Tree, Chaina Tree, Chinaball Tree, Persian Lilac และ  White Cedar
วงศ์ : MELIACEAE



LN2

เลี่ยนเป็นพรรณไม้กลางแจ้ง พบขึ้นได้ตามชายป่าดิบและป่าเบญจพรรณ เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยและชอบความชุ่มชื้นเล็กน้อย คนไทยโบราณเชื่อว่าหากปลูกต้นเลี่ยนไว้เป็นไม้ประจำบ้าน จะทำให้เกิดความสวยงาม ความสะอาด เรียบร้อย เพราะคำว่าเลี่ยน คือ “เลี่ยนเตียน” ที่มีความหมายว่า ราบเรียบ ปลอดโปร่ง และสดใส และยังมีความเชื่ออีกว่าช่วยทำให้เกิดความสามัคคี เพราะเลี่ยน คือ การผสมผสานกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นอกจากนี้คนโบราณบางคนยังเชื่อว่าต้นเลี่ยนเป็นของสูงที่มีค่า ทำให้บางเรียกต้นเลี่ยนว่า “ต้นเกษมณี” เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อยู่อาศัย นิยมใช้ปลูกเป็นไม้ประดับบริเวณบ้านและสวน เพราะออกดอกเป็นช่อบานพร้อมกันดูสวยงาม มีประโยชน์ในด้านการให้ร่มเงา ป้องกันลม ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน ยอดและใบอ่อนนำมายางไฟพอสลดเพื่อลดความขม ใช้รับประทานเป็นผักแกล้มกับน้ำพริกชนิดต่างๆ เช่น ลาบ ก้อย จะเพิ่มความเข้มข้นให้อร่อยมาก

 LN3

ลักษณะสมุนไพร :
เลี่ยนเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กผลัดใบ มีขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เลี่ยนเล็กมีความสูงได้ประมาณ 10-15 เมตร ส่วนเลี่ยนใหญ่จะมีความสูงของต้นได้ถึง 25 เมตร แตกกิ่งก้านโปร่งบางและแผ่กว้าง โคนต้นเป็นพูพอน เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลแตกเป็นร่องตามยาวตื้นๆ เปลือกต้นมีรูขนาดเล็กอยู่ทั่วไป กิ่งอ่อนเป็นสีเขียว ส่วนกิ่งแก่เป็นสีม่วง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ออกเรียงเวียนสลับ หรือช่อใบออกเป็นช่อ ช่อหนึ่งมีใบย่อยประมาณ 3-5 ใบ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปไข่หรือรูปรีกึ่งขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนหรือสอบ ขอบใบจักเป็นฟันเลื่อย แผ่นใบเกลี้ยง ด้านบนใบเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างเป็นสีเขียวอ่อน และตามเส้นใบจะมีขนอ่อนๆ ปกคลุมอยู่ ดอกเป็นช่อตามซอกใบใกล้กับปลายกิ่ง ดอกเป็นสีขาวอมม่วง มีกลิ่นหอมเย็นอ่อนๆ กลีบดอกมี 5-6 กลีบ ลักษณะเป็นรูปขอบขนาน ดอกยาวประมาณ 0.5 นิ้ว ก้านเกสรเพศผู้มีสีม่วงเข้มติดกันเป็นหลอด ซึ่งจะตัดกับกลีบดอกน่าดูมาก ส่วนกลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็นแฉก 5-6 แฉก และดอกที่โคนก้านช่อจะบานก่อน ผลมีลักษณะกลมรี ผลอ่อนเป็นสีเขียว ผลสุกเป็นสีเหลืองอ่อนหรือสีน้ำตาลเหลือง ภายในผลมีเมล็ดเดี่ยวสีน้ำตาล เมล็ดเป็นรูปเหลี่ยมสีดำ

 LN4

ส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์ : ยาง, เมล็ด, ผล, ดอก, ใบ และ เปลือกต้น
สรรพคุณทางยา :

  1. ยาง  แก้ม้ามโต
  2. เมล็ด  แก้ปวดในข้อ
  3. ผล  แก้โรคเรื้อนและฝีคันทะมาลา
  4. ดอก  แก้โรคผิวหนัง แก้ปวดศีรษะ ปวดประสาท
  5. ใบ  ขับพยาธิ ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว บำรุงโลหิต ประจำเดือน แก้ปวดศีรษะ ปวดประสาท
  6. เปลือกต้น  รักษาเหา

 LN5

วิธีการใช้ :

  1. แก้ม้ามโต นำยางมาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
  2. แก้ปวดในข้อ นำเมล็ดมาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
  3. แก้โรคเรื้อนและฝีคันทะมาลา นำผลมาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
  4. แก้โรคผิวหนัง แก้ปวดศีรษะ ปวดประสาท นำดอก 1 ช่อเล็ก ตำให้ละเอียด เติมน้ำมันพืช แล้วใช้ทาบริเวณที่เป็นวันละ 2-3 ครั้ง ติดต่อกันจนกว่าจะหาย หรือ นำดอกมาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
  5. ขับพยาธิ ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว บำรุงโลหิต ประจำเดือน แก้ปวดศีรษะ ปวดประสาท นำใบมาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
  6. รักษาเหา นำเปลือกต้นประมาณครึ่งฝ่ามือ หรือ ผลที่โตเต็มที่สดๆ 10-15 ผล โขลกให้ละเอียด เติมน้ำมันมะพร้าว 3-4 ช้อนแกง ชะโลมผมที่เป็นเหาทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แล้วสระให้สะอาดติดต่อกัน 2-3 วัน

 LN1

ถิ่นกำเนิด :
เลี่ยนเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยและทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 





.